
บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร City Life / ปีที่ 5ฉบับที่ 56 / 2541| photograph and text by คณปติ |
————————————————————————————————————-
ใครจะคาดคิดว่าในแวดวงโฆษณาที่ดูภายนอกนั้นสวยหรู จนใคร ๆ ก็อยากจะมีโอกาสเข้าไป คลุกคลีตีโมงด้วย แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์มาแล้วอย่าง สกนธ์ สังขมี หรือกนวัย 31 ปี และ วันเพ็ญ พานทองแท่ง วัย 30 ปี ต่างก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับงานที่ทำ ๆ ที่ชื่อว่า “ร้านมิตรไทย” ที่เมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
วันแรกที่ร้านมิตรไทย เราพบก๋ำสวมผ้ากันเปื้อน มาดแม่ครัวหัวป่าก์ของเธอยามนี้ ไม่เหลือร่องรอยของมีเดียแพลนเนอร์ ให้เห็นแม้แต่น้อย ส่วนกนนั้นอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ คือเสื้อยืดกับกางเกงยีน เขาง่วนกับการรับออเดอร ์และเสริ์ฟอาหารอยู่หน้าร้าน ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างเก๋ไก๋ ด้วยการนำภาพของคนทั้งคู่ มาประดับตกแต่งร้าน ชวนให้หย่อนก้นนั่งพักจิบเบียร์เย็น ๆ สักแก้ว
เรานัดหมายกับคนทั้งคู่ในวันรุ่งขึ้น ณ บ้านเช่าหลังหนึ่ง ซึ่งรายรอบนั้นปลูกพืชผัก ซึ่งกำลังออกผลให้เจ้าของบ้านชื่นใจ ก๋ำจัดแจงยกโตกไม้สักเล็ก ๆมาวาง พร้อมชงชาจีนมาให้หนึ่งกา บรรยากาศการพูดคุยในวันนี้ จึงเป็นอย่างสบายๆ และเป็นกันเอง
ก๋ำเล่าประวัติเกี่ยวกับตัวเธอเองเล็กน้อยว่า ตั้งแต่เรียนจบเอกโฆษณาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วเธอก็คลุกคลีอยู่ในวงการนี้ตลอด จนกระทั่งล่าสุดทำงาน ในตำแหน่งมีเดียแพลนเนอร์ของบริษัทสามหน่อ ก่อนที่จะลาออกมาเผชิญชีวิตที่เมืองปาย
ส่วนสกนธ์นั้นจบด้านครุศิลป์ จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พอจบแล้วเขาก็เริ่มทำงาน ด้านกราฟฟิกดีไซน์ ที่บริษัทแปลนกราฟฟิก จากนั้นก็ย้ายมาทำที่สามหน่อ และรับงานฟรีแลนซ์ควบคู่ไปด้วย

ก๋ำเริ่มเล่าถึงสาเหตุที่เธอต้องจากงาน ในช่วงก่อนฟองสบู่แตกว่า “ตอนนั้นทำงานไม่มีความสุข เต็มไปด้วยความเครียดทุกวัน ก็นอนไม่หลับ ในวงการโฆษณาจะมีคำว่า “ไม่ได้”ไม่ได้ ทุกอย่างต้องได้ ลูกค้าอยากได้ไทยรัฐหน้าหลัง หรือว่าช่อง 7 หลังข่าว ต้องไม่มีคำว่า “ไม่ได้” ซึ่งมันยากมาก สินค้ามีเป็นพัน แต่ว่าเวลาที่ลงมีน้อย แล้วเราเป็นบริษัทเล็ก ๆ ไม่มีเพาเวอร์ ลูกค้าต้องเอาให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็จะเป็นคำขาด ที่เหมือนคำขู่ว่าจะถอนแอคเคาน์ออก 40 ล้าน มันคือความเป็นความตายยังไงไม่รู้ ก๋ำเครียด”
“แล้วก็รู้สึกว่าทำไมต้องมานั่งเครียดกับเรื่องนี้ในชีวิต มันไม่ธรรมดาเลย อยากกินข้าวสนุก อยากนอนหลับ อยากทำอะไรสบาย ๆ เงินเดือนที่ได้ก๋ำว่ามันไม่คุ้ม ถ้าสำหรับก๋ำ ก๋ำยอมซื้อ ตอนที่ออกนั้นเงินหมื่นแปด ก็ยอมซื้อไปเลย ไม่เอาขอนอนหลับสบายดีกว่า”
“อีกส่วนหนึ่งตั้งใจไว้ว่า อยากอยู่ต่างจังหวัด แล้วพอดีสกนธ์ซื้อหนังสือไว้เล่มนึงของ ฟูกูโอกะ อ่านแล้วก็ทำให้คิดว่า เราทำอะไรอยู่ทุกวันนี้ ก๋ำชอบคำบางคำเช่น ลองไม่ทำอะไรดูซิ หรือ… การปฏิวัติตัวเองอะไรอย่างนี้ ซึ่งก๋ำคิดว่าทำได้”
“คือลึก ๆ ของก๋ำ อยากเรียนรู้ตัวเองด้วยว่าเราชอบอะไร เราทำอะไรได้ แล้วอยากทำอะไรด้วยมือตัวเอง เรามีค่าอะไรบ้างถามจริง ๆ”
“ส่วนเหตุผลของสกนธ์นั้นเกิดจาก “ตัวงานสนุก แต่ผมมาเซ็งลูกค้า พอระยะหนึ่ง มันก็ไม่มีอะไรตื่นเต้นบรีฟมาก็ดีไซน์ไป แล้วก็พิมพ์ ไปดูงานพิมพ์ ขั้นตอนมันเซ็ง ๆ”
“มีช่วงหนึ่งผมทำ ฟรีแลนซ์ แล้วก็ไปซื้อที่ปลูกกล้วย ทำได้สักพัก ก็ยังไม่ใช่ รู้สึกว่ามันยากไปหน่อย ทำเกษตรนี่มันยาก แต่อยากทำเกษตรธรรมชาติ”
เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจที่จะลาออกจากงานแล้ว แผนการขั้นต่อไปก็คือ ความหวังที่จะเปิดร้านหนังสือเป็นของตัวเอง แต่ติดปัญหาว่าจะต้องใช้เงินกว่าสามแสนบาท เรื่องนี้จึงตกไป ประจวบกับเพื่อนของก๋ำชวนมาเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ปาย
ทั้งเขาและเธอ จึงตัดสินใจตัดภาระผ่อนคอนโดมิเนียมกลางกรุง มุ่งสู่เมืองปายทันที
02::ขอรื่นรมย์กับชีวิตง่าย ๆ – ตอนที่2 
—————————————————————————————————————
Technorati Tags: ร้านมิตรไทย, มิตรไทย, ปาย, อำเภอปาย, สกนธ์










อ่านแล้วก็นับถือความกล้า ที่กล้าออกไปใช้ชีวิตที่แตกต่างจากเดิม เห็นว่าเป็นลูกแม่โดมด้วย ถ้ามีโอกาสคงจะได้แวะไปที่ร้าน
ยังไม่เคยไปที่ปายเลย มีโอกาสไปทำงานที่แม่ฮ่องสอน แต่ได้เที่ยววันเดียว ชอบมาก ได้ขึ้นไปที่โครงการหลวง อยากอยู่ค้างคืนที่นั่นจัง แต่คนก็บอกว่า ที่ปายสวยกว่ามาก
มีโอกาสไปปายเป็นช่วงเวลาสั้นๆ (สั้นมากๆ ค่ะ แค่วันกะอีกคนเอง)
แต่จำได้ว่าแวะซื้อโปสการ์ดที่ร้านมิตรไทยด้วยนะคะ
ร้านเล็กๆ น่ารักจังเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสจะแวะไปอีกนะคะ
Khun T … ที่ปายก็สวยแบบปาย ไม่มากไม่น้อยกว่าแม่ฮ่องสอนหรอกคับ
ถ้าผ่านมาอีกก็เจอกัน
Kitanjali …. ดีใจที่มีคนจำได้..เย..ขอบคุณที่ผ่านมาคับ